นอกจาก Honda Forza 750 ที่ใครหลายคนรอคอย ในความเป็นจริงแล้วช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ทาง Thai Honda ยังได้มีการเปิดตัว Honda Hornet 1000 SP เนคเก็ทไบค์รุ่นใหญ่ ที่มาพร้อมราคาน่าสนใจเพียง 489,000 บาท เท่านั้นด้วย
Honda Hornet 1000 SP คือรถเนคเก็ทไบค์รุ่นใหญ่ ที่จะมาทำตลาดแทน Honda CB1000R ซี่งใช้นิยามการออกแบบว่า Neo Sport-Cafe ให้กลับมาสู้โลกของความเป็นรถ Sport-Naked ในฉบับของ Hornet อีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานนับสิบปี
โดยหลังประสบความสำเร็จในการทำตลาด Honda Hornet 750 ในตลาดโลก ทางค่ายก็ได้มีการเปิดตัว Hornet 1000 ตามมาแทบจะในทันทีเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา และที่พิเศษกว่าคือมันดันมีรุ่น SP ซึ่งได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนพิเศษเข้าไปเพิ่มเติม และเป็นตัวรถที่ถูกนำมาทำตลาดในไทยตอนนี้นั่นเอง
สำหรับงานออกแบบของตัวรถ จะเน้นการใช้เส้นสายแหลมคม พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้า แต่ยังคงปราดเปรียวและดุดัน อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Hornet อยู่แล้ว ทั้งไฟหน้า LED คู่ทรงแหลมเรียว, แฟริ่งข้างชิ้นเล็กแบบมีวิงเล็ทในตัว, ถังน้ำมันขนาด 17 ลิตร เน้นทรงกระชับ รับกับตัวเบาะนั่งที่สูง 809 มิลลิเมตร และชุดท้ายรถสุดเพรียวบาง
จุดขายสำคัญจริงๆของตัวรถนอกจากงานดีไซน์ คือโครงสร้างตัวรถ ที่เป็นแบบโครงเหล็กถัก Twin Spar ซึ่งไม่ได้ใช้ร่วมกันกับตัวรถรุ่นใดเลย และออกแบบมาเพื่อเจ้า Hornet 1000 คันนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากทางค่ายต้องการให้มันมีทั้งความบาง เบา แต่แข็งแกร่ง ด้วยค่าความแข็งแกร่งที่มากกว่าชุดโครงของ CB1000R ถึง 70% ช่วยให้รถมีความเฉียบคบในการพลิกเลี้ยว และจิกหน้าเข้าโค้งมากขึ้น
แนวโช้กหน้า มีการออกแบบให้ทำองศาที่ชันถึง 25 องศา และมีระยะเทรลสั้นเพียง 98 มิลลิเมตร แต่ได้ระยะฐานล้อ 1,455 มิลลิเมตร ทำให้รถมีความคล่องตัว แต่ยังคงมีความสเถียร เนื่องจากน้ำหนักตัวรถทั้งหมด 212 กิโลกรัม เมื่อรวมของเหลว จะถูกกระจายไปด้านหน้าและด้านหลังด้วยอัตราส่วน 50.9/49.1 ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการวางจำแหน่งแบตเตอรี่และแนวโช้กหลังไว้ค่อนไปทางด้านหน้า เช่นเดียวกับหม้อกรองอากาศที่วางตำแหน่งไว้เหนือฝาสูบ ไม่ใช่หลังฝาสูบ
และเนื่องจากตัวรถรุ่นนี้ เป็นรุ่น SP มันจึงมาพร้อมกับชุดโช้กหน้าตะเกียบคู่หัวกลับขนาดแกน 41 มิลลิเมตร พร้อมไส้ใน Showa SFF-BP พร้อมความสามารถในการปรับเซ็ทได้ทุกค่า ส่วนโช้กหลังก็เล่นใหญ่ด้วยโช้ก Ohlins TTX36 ซึ่งสามารถปรับเซ็ทได้ทุกค่าเช่นกัน โดยเฉพาะการปรับความแข็ง-อ่อน ที่มีรีโมทให้ปรับเซ็ทด้วย โดยมันจะทำงานร่วมกับชุดกระเดื่องทดแรง Pro-Link และสวิงอาร์มอลูมิเนียมแขนคู่ที่มีความยาวถึง 619.1 มิลลิเมตร เพื่อลดอาการหน้ารถลอยตัวโดยไม่จำเป็น
ระบบเบรกด้านหน้า ก็จัดเต็มด้วยการใช้คาลิปเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อคเรเดียลเมาท์ 4 พอท Brembo Stylema ทำงานร่วมกับจานเบรกคู่ขนาด 310 มิลลิเมตร และด้านหลังเป็นจานเบรกเดี่ยวขนาด 240 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับคาลิปเปอร์เบรกโฟลทติ้งเมาท์จาก Nissin
ท้ายสุดคือชุดล้อ ที่ใช้ลวดลายเดียวกันกับ Honda CBR1000RR-R แต่รัดด้วยยาง 120/70-17 ทางด้านหน้า และ 180/55-17 ทางด้านหลัง ซึ่งทางด้านหลังจะเล็กกว่า 2 ไซส์ด้วยกัน แต่เข้าใจได้ว่าเพื่อความคล่องตัวในการใช้งานในเมืองที่มากกว่า
ขุมกำลังตัวรถ ถูกยกมาจาก Honda CBR1000RR รุ่นปี 2017 ซึ่งก็คือเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 999cc แต่ถูกปรับจูนใหม่ ให้เหมาะกับความเป็นรถเนคเก็ทไบค์มากขึ้น นั่นคือการย้ายแรงม้าสูงสุดให้มาอยู่ในรอบที่ต่ำลง คือ 157 PS ที่ 11,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 107 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที แต่ก็ยังถือว่ามีแรงม้าเยอะกว่าตัว Hornet 1000 รุ่นธรรมดาอยู่ 5.4 PS และมีแรงบิด มากกว่ากันอยู่ 2 นิวตันเมตร
และเพื่อการเรียกอัตราเร่งที่นุ่มนวล หรือแผดกร้าวตามใจสั่ง มันยังได้รับการติดตั้งระบบวาล์วท่อไอเสีย ที่จะคอยคุมไอเสียให้มีแรงดันสูงในช่วงรอบต่ำ เพื่อเน้นแรงบิด และจะเปิดขึ้นเมื่อความเร็วรอบสูงเกิน 5,700 รอบ/นาที เพื่อการระบายไอเสียสู่ปลายท่อขนาด 7.1 ลิตร ที่ลื่นไหลกว่า ช่วยให้การเรียกกำลังในรอบปลายมีความต่อเนื่องกว่าเดิม
ระบบส่งกำลังที่เป็นชุดเกียร์ 6 สปีด ก็ถูกปรับอัตราทดใหม่ ในฝั่งเกียร์ 2-5 เพื่อการเรียกอัตราเร่งที่ดุดันขึ้น โดยที่เกียร์ 6 จะเน้นการทดรอบให้ต่ำ เพื่อความนุ่มนวลในยามต้องเดินทางไกลื และแน่นอนว่ามันจะได้รับการติดตั้งชุดกลไกระบบสลิปเปอร์คลัทช์ และควิกชิทฟ์เตอร์ 2 ทางขึ้น-ลง ซึ่งสามารถปรับความกระด้างในการทำงานได้ฝั่งละ 3 ระดับอีกด้วย
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถ ยังครบครันด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งทำให้กล่องประมวลผลเครื่องยนต์ สามารถปรับโหมดการทำงานของเครื่องยนต์ได้หลากหลายมากขึ้น ทั้ง Standard, Rain, Sport, และ User (1/2) ซึ่งแต่ละโหมด จะมีการปรับค่าความดิบของพละกำลังเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับ ค่าความหน่วงของเครื่องยนต์เมื่อปิดคันเร่ง และค่าความไวของระบบควบคุมแรงบิดเครื่องยนต์ป้องกันการลื่นไถล
โดยการปรับค่าต่างๆ สามารถปรับได้จากสวิทช์บนประกับแฮนด์ด้านซ้าย และข้อมูลทั้งหมดจะถูกแสดงผลบนหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอที่ทาง Honda นำมาใส่ในรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น และแน่นอนว่ามันจะต้องมาพร้อมกับฟีเจอร์ในการปรับอินเตอร์เฟซการแสดงผลหลากหลายรูปแบบ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านสัญญาณบลูทูธ เพื่อเข้าสู่ฟีเจอร์ของระบบ Hodna RoadSync ด้วย
โดย New Honda CB1000 Hornet SP พร้อมวางจำหน่ายในไทยด้วย ‘สีดำ MAT BALLISTIC BLACK METALLIC’ ในราคาแนะนำที่ 489,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถจับจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ศูนย์บริการ Honda Big Wing ทั่วประเทศ