All-New Mercedes Benz CLA เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคราวนี้มาพร้อมกับจุดขายน่าสนใจ ทั้งในเรื่องของดีไซน์ใหม่ และการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก ที่ไม่ได้อยู่ในสารบบ Mercedes-EQ อีกต่อไป

All-New Mercedes Benz CLA 2026 อาจยังคงมาพร้อมกับตัวถังรูปทรงซีดานท้ายลาดตามฉบับรถยนต์ตระกูล CL แต่มันก็ได้รับการปรับรายละเอียดงานออกแบบด้านหน้าและด้านท้ายใหม่ โดยในคราวนี้ จะมีการปรับเส้นสายกรอบไฟหน้า-หลัง และช่องลมต่างๆให้ดูโค้งมนมากขึ้น ซึ่งมันอาจจะดูดุดันน้อยลง แต่ก็มอบความลงตัวมากกว่า
โดยเนื่องจากตัวรถที่เผยโฉมออกมาก่อน จะมีเฉพาะรุ่นที่ใช้ขุมกำลังไฟฟ้า จึงทำให้มันจะมาพร้อมกับกระจังหน้าแบบปิดทึบ ซึ่งแทนที่จะใช้ลายเส้นโครเมียมคาดกลาง เหมือนกระจังหน้าของ CLA รุ่นก่อนๆ คราวนี้มันก็ได้เปลี่ยนเป็นกระจังหน้าลายสะเก็ดดาวกว่า 142 ดวง (รวมโลโก้ตรงกลาง)
และยังมีการเพิ่มแถบไฟคาดกลางเพื่อต่อแนวไฟคู่หน้าเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตัวแถบไฟที่ว่านี้ จะมีมาให้เป็นออพชันพื้นฐานเฉพาะในรุ่นบนเท่านั้น ส่วนรุ่นล่าง จะเป็นเพียงแถบคาดธรรมดาๆ
นอกจากนี้ ด้วยความใส่ใจในเรื่อวงของหลักอากาศพลศาสตร์ จึงทำให้ทาง Mercedes-Benz เลือกที่จะปรับมือจับเปิดประตูของรถ ให้กลายเป็นแบบพับเก็บซ่อนไว้ในบานประตูได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.21 Cd เท่านั้น
และแม้เส้นสายตัวรถจะไม่ได้ดูเปลี่ยนไปมากนัก หากไม่นับเรื่องงานออกแบบหน้า-หลัง แต่มันก็มีขนาดตัวถังในด้านยาวที่มากขึ้นอีก 41 มิลลิเมตร กลายเป็น 4,722 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่มากขึ้นอีก 109.8 มิลลิเมตร เป็น 2,789 มิลลิเมตร
ทว่าความยาวตัวถังที่เพิ่มขึ้น กลับมีไว้เพื่อความสะดวกสบายในการวางขาของผู้โดยสารตอนหน้า เพราะสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กลับมีพื้นที่วางขาที่สั้นลงเหลือ 853 มิลลิเมตร แทน แต่ยังคงมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายอีก 405 ลิตร และพื้นทีท่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้าอีก 71 ลิตร
ภายในห้องโดยสาร ก็มีการปรับงานออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยนอกจากการปรับไปใช้พวงมาลัยแบบเดียวกันรถรุ่นอื่นๆที่ดูทันสมัยขึ้น และหล่อขึ้นมาก คอนโซลหน้ายังมาพร้อมกับชุดจอ MBUX Superscreen ซึ่งประกอบไปด้วยจอแสดงผลข้อมูลตัวรถให้กับผู้ขับ ขนาด 10.25 นิ้ว, จะแสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์ตรงกลายขนาด 14 นิ้ว และจอเพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าอีก 1 ตัว ขนาด 14 นิ้วเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ชุดจอเหล่านี้ จะทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการใหม่ โดยตัวระบบ MBUX ที่ใส่เข้ามา จะถูกนับว่าเป็นยุคที่ 4 ของการพัฒนาแล้ว และมันจะมาพร้อมกับระบบ AI อัจฉริยะ ซึ่งถูกพัฒนาโดยทั้ง ChatGPT4o ของ Microsoft และ Gemini ของ Google ซึ่งนอกจากมันจะประมวลผลและปรับฟังก์ชันบนหน้าจอ ให้สอดรับกับความต้องการของผู้ใช้ มันยังรอบรับระบบสั่งการด้วยเสียงแบบใหม่ ที่สามารถประมวลผล และทำตามสั่งที่ผู้ใช้ต้องการได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายขึ้น
ด้านขุมกำลังของตัวรถ เบื้องต้นจะมีเฉพาะรุ่นขุมกำลังไฟฟ้าเท่านั้น โดยจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย
เริ่มจาก Mercedes-Benz CLA 250+ with EQ Technology ซึ่งได้มอเตอร์ไฟฟ้าลูกเดี่ยว ขับเคลื่อนชุดล้อคู่หลังด้วยกำลังสูงสุด 272 แรงม้า PS และแรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร พร้อมความสามารถในการเรียบอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 6.6 วินาที มีการจำกัดความเร็วสูงสุดเอาไว้ที่ 209 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรองรับระยะทางในการใช้งานสูงสุด 694-792 กิโลเมตร/ชาร์จ ตามมาตรฐาน WLTP
ส่วน Mercedes-Benz CLA 350 with EQ Technology จะปรับไปใช้การขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้อ ด้วยระบบมอเตอร์คู่กำลังรวมสูงสุดสูงสุด 354 แรงม้า PS และแรงบิดสูงสุด 515 นิวตันเมตร พร้อมความสามารถในการเรียบอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 4.8 วินาที มีการจำกัดความเร็วสูงสุดเอาไว้ที่ 209 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรองรับระยะทางในการใช้งานสูงสุด 672-771 กิโลเมตร/ชาร์จ ตามมาตรฐาน WLTP
โดยตัวรถทั้งสองรุ่น จะได้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 85 kWh และใช้สถาปัตยกรรมการจ่ายไฟระดับ 800 โวลท์ ทำให้มันรองรับกระแสไฟในการชาร์จไฟกลับด้วยแรงขับสูงสุด 320 กิโลวัตต์ และทำให้มันสามารถชาร์จไฟสำหรับการวิ่งเป็นระยะทาง 325 กิโลเมตร ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที
ส่วนตัวรถรุ่นขุมกำลังไฮบริด จะถูกเปิดตัวตามมาในภายหลัง โดยใช้พื้นฐานโครงสร้างเดียวกัน และไม่มีการแยกตัวถังออกไปต่างหากเหมือนในอดีต
และแม้ทางค่ายจะยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคออกมามากนัก แต่พวกเขาก็ระบุว่ามันจะใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ขนาด 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ 48 โวลท์ และแบตเตอรี่ขนาด 1.3 kWh ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ไปยังทางเลือกระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า หรือทั้ง 4 ล้อ AWD