ด้วยกระแสตอบรับ และอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะลดทอนความสำคัญของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ลง และหนึ่งในนั้นคือ Mazda

จากการจัดงานแถลงข่าวไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทาง Mazda ได้มีการเปิดเผยว่า พวกเขาตัดสินใจเดินแผนธุรกิจ “Lean Asset Strategy” ซึ่งเป็นแผนงานการเดินธุรกิจที่เน้นความคุ้มค่าในการทุ่มเงินลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆให้สูงขึ้น และหลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของขุมกำลัง ทั้ง ICE, HEV, BEV ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน ให้สอดรับกับทิศทางการตลาดที่แปรปรวนอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยส่วนแรก ทาง Mazda ได้มีการประกาศตัดงบในการลงทุนพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าลง จาก 2 ล้านล้านเยน หรือราวๆ 449,000 ล้านบาท เหลือ 1.5 ล้านล้านเยน หรือราวๆ 336,677 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขามีผู้ผลิตอื่นมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติม ทั้ง Changan (บริษัทคู่ค้าในจีน), Toyota, Denso, และ BluE Nexus ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาผลิตภันฑ์ลดลง
นอกจากนี้ทางบริษัทยังวางแผนที่จะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขุมกำลังสันดาปภายใน ไว้ในไลน์ผลิตเดียวกัน ซึ่งมันจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานและการผลิตได้มากกว่า 85% เมื่อเทียบกับการตั้งโรงงานแห่งใหม่เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
และทำให้โรงงานสามารถปรับเปลี่ยนไลน์ผลิตให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น โดยจะมีการใช้ระบบ AI และระบบซอฟท์แวร์คำสั่งและแผนการผลิตแบบ OTA (Over-The-Air) เพื่อการประมวลผลรูปแบบและลำดับการผลิตรถให้มีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าเสียเวลาในการผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย
และแม้ในตอนนี้ ทาง Mazda จะมา Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ทำตลาดในหลายๆประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับ Mazda MX-30 แต่หลังจากนี้ พวกเขาจะมีการทำรถยนต์ไฟฟ้าออกมาเพิ่มอีก 1 รุ่น โดยจะเป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานแพลตฟอร์มที่ทางค่ายทำขึ้นมาเองโดยเฉพาะ
แต่ด้วยการอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทพาร์ทเนอร์อื่นๆเพิ่มเติม จึงทำให้ทางค่ายสามารถลดต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาตัวรถลงไปได้กว่า 40% โดยหนึ่งในนั้นคือทาง Panasonic Energy Corporation ที่จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยพัฒนาแบตเตอรี่ให้ และตัวรถจะถูกผลิตในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ก่อนส่งไปวางจำหน่ายในหลายๆประเทศทั่วโลก ทั้ง ญี่ปุ่น, ยุโรป, และอเมริกาเหนือ
ในขณะเดียวกัน ทางผู้บริหาร ก้ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีขุมกำลังเจเนอเรชันใหม่ ที่มีชื่อว่า SkyActiv-Z ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซินไฮบริดที่ทางค่ายผลิตขึ้นมาเอง และระบุว่าจะถูกนำไปติดตั้งในรถยนต์ Mazda CX-5 เจเนอเรชันถัดไป แต่จะไม่ใช่กับตัวรถร่างแรกที่เตรียมขายในช่วงสิ้นปีนี้ ทว่าจะตามมาในภายหลังช่วงปี 2027
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทางค่ายจะไม่จำกัดเทคโนโลยีเอาไว้แค่เฉพาะในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเท่านั้น แต่จะมีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการทำเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง สำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ด้วย โดยที่มันจะต้องผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ Euro 7 ในยุโรป, มาตรฐาน LEV4, และ Tier 4 ในสหรัฐอเมริกา และยังจะมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ Rotary ให้มีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำลงกว่าเดิมเช่นกัน
ข้อมูลจาก Mazda