ท่ามกลางวิกฤตด้านเงินทุนที่ยังไม่มีทางออกแน่ชัด แต่ Ivan Espinosa ผู้บริหารสูงสุดป้ายแดงคนใหม่ของ Nissan กลับออกมาให้การยืนยันว่า รถ “GT-R” จะยังคงเป็นรถคู่บุญของแบรนด์ต่อไปแน่นอน เช่นเดียวกับรถยนต์ตระกูล “Z”

จากการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนงานด้านรถยนต์สมรรถนะสูง ในงานแถลงนโยบายการดำเนินธุรกิจในอนาคตอันใกล้ของ Nissan นาย Ivan Espinosa ผู้บริหารสูงสุดของแบรนด์คนปัจจุบันที่พึ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน เปิดเผยว่ายังไงทั้ง Nissan GT-R และ Nissan Z ก็จะยังคงเป็นศูนย์กลางในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงของแบรนด์ต่อไป
“การขับขี่อันน่าตื่นเต้นจะเป็นหัวใจสำคัญของ Nissan ตลอดไป, นี่คือสิ่งที่เราทำ” Ivan กล่าวในขณะที่เจ้าตัวพึ่งกล่าวถึงทิศทางการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะเห็นผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์ในอนาคต เพื่อบ่งบอกว่าพวกเขาจะยังไม่ทิ้งการทำรถสปอร์ตที่ใช้ขุมกำลังลักษณะนี้ด้วย
“มันมีอีกหลายทาง, หลายทางมากๆที่จะอธิบายและแสดงให้โลกได้เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดถึงคืออะไร” Ivan กล่าวเสริม “ตั้งแต่รถยนต์ตระกูล Z ที่จับต้องได้ง่าย และขับสนุกในเวลาเดียวกัน, GT-R, หรือแม้แต่ Patrol”, “รถพวกนี้จะยังคงมีอยู่ต่อไป, อย่างแน่นอน”
“เราจะยังคงลงทุนในการสร้างรถที่แสดงถึงจิตวิญญาณของ Nissan ต่อไป, ผมต้องการที่จะให้มีรถสี่ถึงห้ารุ่นที่แสดงถึงความเป็นดีเอ็นเอของเราอย่างชัดเจน”, “รถยนต์กลุ่มนี้จะต้องถูกวางจำหน่ายในตลาดโลก, เพื่อรักษาความฝันในการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นให้ยังคงอยู่(กับแบรนด์ของ Nissan ต่อไป)”
อย่างไรก็ดี แม้ในปี 2023 ทาง Nissan จะเคยมีการโชว์ตัวรถต้นแบบ Hyper Force Concept ที่ว่ากันว่าจะถูกสานต่อให้กลายเป็น Nissan GT-R เจเนอเรชันใหม่ไปแล้ว
แต่ด้วยความที่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ยังไม่อยู่ในระดับที่สามารถนำมาออกแบบ ดัดแปลง หรือปรับจูนให้มีประสิทธิภาพในแบบที่รถสปอร์ตพันธ์แท้ควรเป็นได้ดีนัก จึงทำให้ซีอีโอของ Nissan ระบุว่าเหล่าสาวกอาจจะต้องอดใจรอกันไปก่อน จนกว่าจะถึงช่วงที่เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทำรถยนต์ตระกูลนี้จริงๆ
“การจะโยกไปทำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ณ ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยาก” Ivan กล่าว “แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา, ด้วยข้อกฏหมายที่เอื้อให้เกิดขุมกำลังพลังงานไฟฟ้าใหม่ๆมากขึ้น, การทำให้มันเกิดขึ้นจริงก็อาจจะง่ายกว่าเดิม, นั่นคือสิ่งที่ผมฝันเอาไว้ว่าจะทำให้ได้”
แน่นอน แม้ในหลายประโยคที่ Ivan Espinosa กล่าวออกมา จะดูค่อนไปทาง การทำตาม “ความฝัน” มากกว่าทิศทาง “ความสอดคล้องของธุรกิจในตลาด” แต่ก็ไม่แน่ว่าด้วยความเป็น “คนบ้ารถ” ของผู้บริหารสูงสุดรายนี้ อาจช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้กับแบรนด์ และสามารถพลิกฟื้นให้รถยนต์แบรนด์ Nissan กลับมามีความน่าสนใจในตลาดโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจนรอดพ้นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ก็เป็นได้